โพสต์แนะนำ

การประมวลความรู้ เรื่อง ASEAN ประเทศเวียดนาม จัดทำโดย นางสาวศุภนิดา รัตนศิลป์ เลขที่ 14 ม. 6/6 เสนอ อาจารย์ เอื้อมพร แวว...

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

สกุลเงินประเทศเวียดนาม

สกุลเงินประเทศเวียดนาม

             ด่ง คือหน่วยเงินของเวียดนามที่ใช้ในประเทศเวียดนาม อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 550 ด่งต่อบาท หรือ ประมาณ 16,000 ด่งต่อดอลลาร์สหรัฐ
เงินที่ใช้ในปัจจุบัน
รูปแบบที่ใช้มีทั้งเหรียญและธนบัตร โดยมีราคา
·         เหรียญ มีราคา 200 ด่ง 500 ด่ง 1,000 ด่ง 2,000 ด่ง และ 5,000 ด่ง
·         ธนบัตร มีราคา 1,000 ด่ง 2,000 ด่ง 5,000 ด่ง 10,000 ด่ง 20,000 ด่ง 50,000 ด่ง 100,000 ด่ง 200,000 ด่ง และ 500,000 ด่ง


อาหารเวียดนาม

อาหารเวียดนาม

      อาหารเวียดนามเป็นอาหารประจำชาติของชาวเวียดนาม ซึ่งเป็นอาหารที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นของตัวเอง ชาวเวียดนามกินข้าวเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับชาติอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และใช้เครื่องปรุงรสที่เป็นของหมักดองเช่นเดียวกัน เนื่องจากปูมหลังทางประวัติศาสตร์ที่เคยถูกจีนและฝรั่งเศสปกครอง จึงมีอิทธิพลของทั้งสองชาติปรากฏอยู่บ้าง นอกจากนั้นเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่ทอดยาวตามแนวชายฝั่ง ทำให้อาหารเวียดนามแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน อาหารเวียดนามที่คนไทยรู้จักดีและเป็นเอกลักษณ์คือแหนมเนืองและขนมเบื้องญวน
อาหารหลัก
ชาวเวียดนามกินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก แต่ก็รับประทานข้าวเหนียวด้วย อาหารที่ปรุงด้วยแป้ง และมีไส้ รวมถึงขนมปังฝรั่งเศส ชาวเวียดนามเรียกว่า "บั๊ญ" (bánh) อาหารที่ปรุงด้วยข้าวเหนียวที่เป็นที่นิยมในเวียดนามได้แก่
บั๊ญจึง (bánh chưng) ข้าวต้มไส้ถั่ว ห่อด้วยใบตองเป็นรูปสี่เหลี่ยม
บั๊ญเส่ย (bánh giy) ข้าวต้มไส้ถั่ว ห่อด้วยใบตองเป็นรูปทรงกลม เสิร์ฟคู่กับหมูยอ
บั๊ญกาย (bánh gai) ขนมทำจากแป้งข้าวเหนียว นวดกับใบป่านจนดำ ไส้ทำจากถั่ว
ชาวเวียดนามมีอาหารที่ได้รับอิทธิพลจากก๋วยเตี๋ยวของจีน เรียกว่า "เฝอ" (ph) ซึ่งได้ปรับปรุงจนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองขนมจีนในภาษาเวียดนามเรียก "บู๊น" (bún) ซึ่งมีรูปแบบการปรุงที่หลากหลาย เช่น
·         บู๊นถิตเนื้อง (bún tht nướng) ขนมจีนหมูย่าง
·         บู๊นบ่อ (bún bò) ขนมจีนหน้าเนื้อ
·         บู๊นบ่อเฮว้ (bún bò Huế) เป็นขนมจีนน้ำใส่เนื้อวัวหรือเนื้อหมู เป็นอาหารที่มีชื่อเสียงของเมืองเว้
เอกลักษณ์

อาหารเวียดนามเป็นอาหารที่กินผักสดหลากหลายชนิดในแทบทุกเมนู และมีน้ำจิ้มที่หลากหลาย เครื่องปรุงรสส่วนใหญ่เป็นแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าจีน เช่น เครื่องปรุงรสเปรี้ยวใช้มะขาม มะนาว ไม่นิยมน้ำส้มสายชู เครื่องปรุงรสเค็ม ส่วนใหญ่เป็น น้ำปลา น้ำกะปิ รองลงไปเป็นกะปิ ปลาร้า กุ้งจ่อม ใช้ซีอิ๊วแบบจีนน้อยมาก
อาหารแต่ละภูมิภาค

·      อาหารเวียดนามภาคเหนือ มีอิทธิพลของอาหารจีนปรากฏชัดกว่าภูมิภาคอื่น มีแกงจืดแบบจีน และการผัดแบบจีนแพร่หลายมากกว่าภาคอื่นๆ
·      อาหารเวียดนามภาคกลาง ศูนย์กลางอยู่ที่เว้ มีอิทธิพลของอาหารในวังปรากฏชัดเจนมาก และมีรสเผ็ดมากกว่าอาหารภาคอื่น

·         อาหารเวียดนามภาคใต้ มีอิทธิพลของอาหารอินเดียและอาหารกัมพูชาปรากฏมากกว่า ใช้ผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ที่หลากหลายกว่า

การเมืองการปกครองประเทศเวียดนาม

การเมืองการปกครองประเทศเวียดนาม
   1.การเมืองของเวียดนามมีเสถียรภาพ
เนื่องจากมีพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เป็นองค์กรที่มีอำนาจ สูงสุดเพียงพรรคการเมืองเดียว ผูกขาดการชี้นำภายใต้ระบบผู้นำร่วม (collective leadership) ที่คานอำนาจระหว่างกลุ่มผู้นำ ได้แก่ 1.) กลุ่มปฏิรูป ที่สนับสนุนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ นำโดยอดีตนายกรัฐมนตรี ฟาน วัน ขาย
2.) กลุ่มอนุรักษนิยม
ซึ่งต่อต้านหรือชะลอการเปิดประเทศ เพราะเกรงภัยของ วิวัฒนาการที่สันติ” peaceful evolution) อันเนื่องมาจากการเปิดประเทศ และ
3.) กลุ่มที่เป็นกลาง
ประนีประนอมระหว่างสองกลุ่มแรก นำโดยอดีตประธานาธิบดี เจิ่น ดึ๊ก เลือง ส่งผลให้รัฐบาลเวียดนามต้องปรับแนวทางการบริหารประเทศให้ยืดหยุ่นและเปิดกว้างมากขึ้นแต่ก็ไม่สามารถดำเนินไปได้ในย่างก้าวที่รวดเร็วนัก 2.เวียดนามได้มีการเลือกตั้งสภาแห่งชาติ สมัยที่ 11 เมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 มีผู้ได้รับการเลือกตั้งทั้งสิ้น 498 คน เป็นผู้เลือกตั้งอิสระเพียง 2 คน ที่เหลือเป็นผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกจากพรรคคอมมิวนิสต์ สภาแห่งชาติมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีหน้าที่ตรากฎหมาย แต่งตั้งหรือถอดถอนประธานาธิบดี ประธานรัฐสภา และ นายกรัฐมนตรี
3.สภาแห่งชาติชุดใหม่ได้เปิดประชุมเมื่อ19กรกฎาคม พ.ศ. 2545 โดยสภาได้มีมติสำคัญๆ คือ
1.) รับรองผลการเลือกตั้งเมื่อ 19 พฤษภาคม
2.) เลือกตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ประจำสภา
3.)การเลือกตั้งให้นายเหวียน วัน อาน ดำรงตำแหน่งประธานสภาต่อไป (เมื่อ 23 กรกฎาคม)
4.)การเลือกตั้งให้นายเจิ่น ดึ๊ก เลือง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อไป (เมื่อ 24 กรกฎาคม) และ
5.) เลือกตั้งให้นายฟานวันขายดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป (เมื่อ 25 กรกฎาคม) และได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อ 8สิงหาคม 2545 โดยในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ 26 คน มีรัฐมนตรีที่ได้รับแต่งตั่งใหม่ 15 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ หลายคนเคยดำรงรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงนั้น ๆ มาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการตั้งกระทรวงใหม่ 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม และกระทรวงภายใน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจและการบริหารประเทศมากขึ้น ซึ่งเมื่อพิจารณาในประเด็นนี้ ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามที่ดำเนินไปด้วยดีในปัจจุบัน

4.)แผนงานการปฏิรูประบบราชการสำหรับปี ค.ศ. 2001-2010 เน้น 4 ประเด็น ได้แก้ การปฏิรูประบบกฎหมาย การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร การยกระดับความสามารถของข้าราชการ และการปฏิรูปด้านการคลัง

ตราสัญลักษณ์ประเทศเวียดนาม



ตราสัญลักษณ์ประเทศเวียดนาม

           ตราแผ่นดินของเวียดนาม มีรูปแบบเช่นเดียวกับประเทศคอมมิวนิสต์อื่นๆ มีรูปดาวสีเหลืองบนพื้นสีแดง มีรูปเฟืองและรวงข้าวหมายถึงความร่วมมือกันระหว่างแรงงานภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมตามแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ มีลักษณะคล้ายตราแผ่นดินของเยอรมันตะวันออกและตราแผ่นดินของจีน ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นตราแผ่นดินของเวียดนามเหนือเมื่อ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 เมื่อรวมชาติกับเวียดนามใต้แล้ว จึงนำมาใช้เป็นตราแผ่นดินเวียดนามเมื่อ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2519

เมืองหลวงประเทศเวียดนาม



ฮานอย Hanoi
ฮานอย  เป็นเมืองหลวงของประเทศเวียดนาม มีประชากร 6,472,200 คน (พ.ศ. 2552) ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของเวียดนามเหนือระหว่าง พ.ศ. 2497 ถึง พ.ศ. 2519 และก่อนหน้านั้นเคยเป็นเมืองหลวงของพื้นที่เวียดนามในปัจจุบันเป็นครั้งคราวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 จนถึง พ.ศ. 2345 ฮานอยตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำแดงอุตสาหกรรมในเมืองคือเครื่องจักร ไม้อัด สิ่งทอ สารเคมี และงานหัตถกรรม ฮานอยตั้งอยู่ที่ 21°2' หรือ 105°51' ตะวันออก (21.0333, 105.85)
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ได้มีการขยายเขตฮานอยไปอีก โดยครอบคลุมบริเวณมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และเมื่อถึงเดือนตุลาคม 2553 ก็จะครบวาระ 1000 ปีการสถาปนาเมือง
เที่ยวฮานอย ชม 5 ที่เที่ยวใน
เมืองหลวงแห่งเวียดนาม
1.  เจดีย์เตริ่นกว็อก 

                 เจดีย์เตริ่นกว็อก ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโฮไตซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในฮานอย เป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในเวียดนาม เป็นเจดีย์สีชมพู ไล่ระดับขึ้นไปเป็นชั้นๆ คล้ายกับเจดีย์ของญี่ปุ่น แต่ละชั้นมีพระพุทธรูปสีขาวประดิษฐานอยู่ในช่องรอบเจดีย์ และเป็นที่บรรจุอัฐิของพระที่เป็นเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้
        2. ถ้ำเทียนกุง หรือ ถ้ำสวรรค์

                        ที่อ่าวฮาลอง นักท่องเที่ยวฮานอยสามารถล่องเรือชมถ้ำนางฟ้าหรือ ถ้ำสวรรค์ เป็นถ้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบที่มีหินงอกหินย้อยสวยงาม ด้านในมีการจัดแสงสี เพิ่มความน่าสนใจให้กับหินงอกหินย้อยต่างๆ พร้อมทั้งมีทางสำหรับการเดินชมไว้ให้ด้วย มีเสาค้ำฟ้าซึ่งเกิดจากหินงอกและหินย้อยมาบรรจบติดกันจนกลายเป็นเสา ซึ่งหินงอกหินย้อยแต่ละก้อนก็จะมีลักษณะรูปร่างแตกต่างกันออกไป ตามแต่จะจินตนาการ มีความงดงามอย่างมาก
3. สุสานโฮจิมินห์ 
            หลายคนมาเที่ยวฮานอยเพื่อชมประวัติศาสตร์ของเวียดนาม จะต้องมาที่ สุสานโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นอาคารหินอ่อนและหินแกรนิตรวมถึงไม้เนื้อดีจากทั่วประเทศ เป็นอาคารที่โดดเด่นและสง่างามมาก ด้านในจะพบกับศพโฮจิมินห์ ซึ่งอาบน้ำยาอยู่ในโลงแก้วเพื่อให้ผู้คนที่เข้ามาชมได้รู้จักผู้นำที่มีความแข็งแกร่ง ทั้งนี้เป็นการกระทำซึ่งขัดต่อความต้องการของโฮจิมินห์ ที่ต้องการให้เผาร่างเมื่อตายลง ในสุสานยังมีทหารกองเกียรติยศในชุดเครื่องแบบเต็มยศสีขาวยืนถือดาบปลายปืนยืนรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา ด้านหลังมีสวนสาธารณะที่เงียบสงบร่มรื่นและมีสระน้ำเล็กๆ และบ้านที่สร้างบนเสาสูงซึ่งเชื่อกันว่าเคยเป็นที่อยู่ของโฮจิมินห์เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
4. วิหารวรรณกรรม  

วิหารวรรณกรรม ภาษาเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว (Van mieu) สร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนของพวกขุนนาง และยังเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งแรกของเวียดนาม และยังเป็นสถานที่ใช้สอบจองหงวนในสมัยโบราณ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นกว็อกช็อกเวียน (Quoc Hoc Vien) บริเวณโดยรอบมีบ่อน้ำ และต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่ม ศาลเทพเจ้าขงจื้อ ซึ่งมีการวางแผนผังมาอย่างดี และภายในวิหารจะมีแผ่นหินจารึกชื่จอหงวน ซึ่งปัจจุบันได้เป็นวัดที่นักเรียนนักศึกษาชาวเวียดนามมักจะมามาขอพรในการสอบ

 5. ช้อปปิ้งถนน 36 สาย หรือ 36 เฝอเฟือง


ได้เที่ยวฮานอยชมเมืองกันหลากหลายที่แล้ว มาช้อปปิ้งกันให้สบายกระเป๋าที่ ถนน 36 สาย เป็นย่านโบราณที่มีชื่อเสียงทางด้านงานหัตถกรรมและสินค้าพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของกรุงฮานอย ซึ่งปัจจุบันมีประวัติยาวนานกว่า 600 ปี ที่เรียกชื่อแบบนี้ เนื่องมาจาก 36 อาชีพอันเก่าแก่ที่ทำมาค้าขายกันในย่านนี้ เป็นย่านค้าขายที่คึกคัก